ละครน้ำเน่า กับจริตคนไทย

ละครน้ำเน่า

ละครน้ำเน่า ของไทยเริ่มขึ้น ตอนไหนไม่มีใครรู้ แต่คาดว่าน่าจะมีมาตั้งแต่เริ่มมีเสียงสัญญาณวิทยุ เพราะจะมีพวกละครส่วนหนึ่ง ที่ออกอากาศทางวิทยุ  ซึ่งความเป็นละครน้ำเน่าในช่วงแรก ๆ และส่งผลมาถึงละครน้ำเน่าในสมัยปัจจุบันทุกวันนี้ คือเคย น้ำเน่ายังไงก็น้ำเน่าอย่างนั้น แต่ในปัจจุบัน เจ้าแห่งละครน้ำเน่า ก็มีอยู่สองเจ้า ช่องมากสี กับ ช่องน้อยสี แล้วก็ขยับมาที่ช่องหัวเราะ ที่จะมีความเป็น ไฮโซขึ้นมาหน่อย อย่างไรก็ตาม ในความน้ำเน่าแล้งนั้น เฉลี่ยแล้วละครของช่องมากสี มีอัตราความน้ำเน่าสูงกว่าช่อง น้อยสี อยู่หลายระดับ  สงสัยแล้วใช่ไหมละว่า คำว่า น้ำเน่า เกิดมาจากอะไร ใครเป็นคนเริ่มตั้ง และน้ำเน่า ในที่นี้เปรียบเทียบจากอะไร ใช้น้ำจริง ๆ ไหม 

แท้จริงแล้ว ละครน้ำเน่า หรือ หนังน้ำเน่า มีรากศัพท์มาจากคำว่า “Soap Opera” ซึ่งหมายถึง ในอเมริกาสมัยก่อนที่จะมีโทรทัศน์ พวกเหล่าแม่บ้านมักจะนั่งฟังวิทยุ ที่จะมีรายการละครโอเปร่า โดยรายการเหล่านี้มักจะมีบริษัทสบู่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้อยู่เสมอ ลักษณะละครน้ำเน่าสมัยนั้นก็จะเป็น ละครที่ เล่นได้สักพักก็ตัดเข้าโฆษณา (สบู่) และเนื้อหาของละครโอเปร่าก็น้ำเน่านั่นแหละ ไม่มีสาระหลักหรือแก่นสารที่แท้จริง จะเน้นไปทางความบันเทิง เรื่อง ประเภทรัก ๆ ใคร่ ๆ หรือบางเรื่องก็ตบตีแย่งสามีภรรยาของชาวบ้านตามแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้เลย และละครเหล่านั้นจึงถูกเรียกว่า ละครน้ำนั้น นับตั้งแต่นั้นชาวบ้านเลยเรียกว่า “Soap Opera” ซึ่งหมายถึงละครน้ำเน่าตั้งแต่นั้นมา ถือว่าเป็นจุดกำเนิดสำคัญของละครน้ำเน่า และเราจะรู้ได้ยังไงว่าละครเรื่องที่เราอยู่ใช่ละครน้ำเน่าหรือเปล่า ข้อสังเกตของละครน้ำเน่าที่สำรวจมาแล้วมีดังต่อไปนี้ มาดูและเช็คกันไปทีละข้อเลยว่า ละครที่ติดอยู่ใช่ละครน้ำเน่า มั้ยน้า 

 

ละครน้ำเน่า

 

  • ข้อแรก ละครน้ำเน่ามัก จะแข่งกันที่วัตถุ สมัยก่อนแข่งกัน ที่รถของพระเอกแค่หรูหราก็ดีมากแล้ว ปัจจุบันต้องรถเบนซ์เท่านั้น และไม่มีทางที่รถบ้านที่ ราคาต่ำกว่า 2 ล้านจะได้เข้าฉากหรอก อนาคตคงไม่พ้น เฟอร์รารี่ แม็คลาเลน แลมโบกินี่ ซึ่งก็มีให้เห็นจริง ๆ ในละครสมัยนี้ พระเอกหรือตัวเอก มักจะรับบทเวอร์วัง รวย แบบที่หาตัวจับไม่ได้ในชีวิตจริง ประหนึ่งว่าคนพวกนี้เค้าอาศัยกันอยู่ที่ไหนหรอทำไมฉันไม่เคยเจอเลย 
  • ข้อสังเกตต่อไป เกี่ยวกับรถอีกแล้ว ตัวเอกหรือ พระเอกกะนางเอก มักจะขับรถและก็มีเหตุต้องรถเสียตอนฝนตก ในถนนที่เปลี่ยว แล้วเจอกระท่อมที่ (เหมือนจะ)ร้าง ที่เตรียมเอาไว้ พร้อมทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะ ฟูก หมอน ผ้าห่ม ตะเกียงหรือเทียน ไม้ขีดไม่ก็ ไฟแช็ก) แหมะ อะไรจะพร้อมขนาดนี้ จึงเข้าไปหลบฝน ซึ่ง นั่งในรถก็ได้ไม่นั่ง คือกล่าวง่าย ๆ ว่าละครน้ำเน่า มักจะมีฉากที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่เยอะพอสมควร ประมาณว่า ไม่มีใครทำอย่างงี้ในชีวิตจริงหรอก มีแต่ใน ละครน้ำเน่าเท่านั้นแหละ หลังจากทั้งคู่ได้นั่งมองตาในกระท่อมสักพัก ก็จะมีเสียง ฟ้าผ่าหมาตาย ไม่ก็ผ่ายอดมะพร้าวหรือยอดสน เป็นเหตุทำให้ทั้งสองผวาเข้าหากัน (อีกแล้ว)  แล้วพระเอกกะนางเอกก็นั่นแหละ มีความสัมพันธ์กันเป็นที่เรียบร้อย โอเคโรแมนติกอย่างที่คิดไว้ ซึ่งบางครั้งคำว่า โรแมนติกกับน้ำเน่า ก็ใกล้กันเพียงแค่เส้นบาง ๆ นะ
  • มาถึงตัวประกอบอย่าง คนใช้ในบ้านของพระเอกหรือนางเอกบ้าง ที่คนเหล่านี้งานการมีไม่ทำ กลับมานั่งสุมหัวนินทาเจ้านายตัวเอง ดีไม่ดีก็นินทาพวกตัวเองกันด้วย ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นตัวเหตุทำให้เกิดปมต่างๆ ในเรื่องได้อีก

บางครั้ง ละครน้ำเน่า มักจะมีฉาก ข่มขืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ในปัจจุบัน มักต่อต้านกันอย่างมาก ว่าไม่ควรเกิดขึ้น ในกรณีที่นางเอกถูกพระเอกข่มขืน ฉากมักจะพาไปที่ ห้องนางเอกเปิดไฟสีส้ม และพระเอกจะผลักนางเอกลงไปบนเตียง หลังจากนั้นก็ตัดไปที่โคมไฟหรืออะไรก็ตามแต่ ไม่ก็จากนั้นพระเอกจะจับนางเอกกดให้ไหล่ติดที่นอน นางเอกจะหนีไม่ได้ ภาพจะตัดให้เห็นขานางเอก ที่ถีบผ้าปูที่นอนไปมาจนผ้าปูที่นอน หรือเสื้อผ้า ร่วงจากเตียง พร้อมกับร้องแหกปากว่า “ไม่ๆ, อย่านะ ,หยุดเถอะ ,ได้โปรด” และแล้วเสียงนั้น ก็ค่อยๆช้าลง จนกระทั่งหยุดไป และภาพจะเลื่อนจนไปหยุดที่โคมไฟหัวเตียง สุดท้ายฉากก็ตัดไปตอนเช้า และข้อสุดท้ายเลยก็คือ ละครน้ำเน่า ในตอนจบมักขึ้นว่า”จบบริบูรณ์” หรือไม่ก็คำว่า ”อวสาน”

 

สรุป

จะว่าไปแล้ว ละครน้ำเน่าไทย ก็ช่วยให้เราสามารถแยกแยะผู้คน จากลักษณะของเขาออกจากกันได้อย่างง่ายดาย เหมือนกับ เมื่อดูละคร เราก็สามารถชี้ได้ หรือเดาได้ ว่าใครเป็นพระเอก นางเอก ผู้ร้าย ใครเป็น ตัวอิจฉา โดยดูได้จากการแต่งกาย การแต่งหน้า หรือบุคลิกภาพ การพูดจา ฉากที่ปรากฏตัว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งซึ่งนำมาพิจารณาร่วมด้วยก็แค่เท่านั้น สำคัญคือ ตัวละครต่าง ๆ ใน ละครไทยก็ไม่ค่อยมีความซับซ้อนทางบุคลิกภาพเท่าไหร่ เป็นตัวละครแบบ ที่เรียกว่า “มีมิติเดียว” หรือว่า “แบนราบ” แบ่งขาว และแบ่งดำชัดเจน ดีสุดโต่ง ร้ายสุดกันตั้งแต่ตัวประกอบไปจนถึงตัวเอกกันเลย นี่สิ ถึงเรียกว่า ละครน้ำเน่า กับจริตคนไทย